hydro ONE® AB Complete Formula
สูตรแรกที่รวมสารละลาย A และ B ไว้ในขวดเดียว ด้วยเทคโนโลยี Chelation ที่ห่อหุ้มธาตุอาหารด้วยโมเลกุล
EDTA
ทำให้ธาตุเหล็ก แมงกานีส และจุลธาตุสำคัญคงตัวในสารละลายเดียวกันได้โดยไม่ตกตะกอน ครบทั้ง 13 ธาตุอาหาร
ผ่านการทดสอบเปรียบเทียบจริง ให้ผลผลิตเทียบเท่าปุ๋ย AB แยกส่วน ปลอดภัยจากโลหะหนัก
พร้อมใช้ตั้งแต่เพาะกล้าจนถึงเก็บเกี่ยว
ถ้าคุณยังผสมปุ๋ย A แล้ว B อยู่ — ลองเปลี่ยนมาใช้ hydro ONE® แค่เทครั้งเดียว ก็ครบ
สูตรเดียวครบ
เทคโนโลยี Chelation
ปลอดโลหะหนัก
ผ่านมาตรฐาน TISTR
hydro ONE® AB Complete Formula →
ไม่ต้องแยกขวด A/B
ขวดเดียวครบทุกธาตุอาหาร ลดสับสนในการผสม
ผสมง่าย
สูตรที่พัฒนามาเพื่อให้ผสมหลาย ๆ ครั้ง ไม่มีตะกอน
ครบทุกธาตุอาหาร
N, P, K, Ca, Mg, S และแร่ธาตุสำคัญ
ครบทุกธาตุอาหารใน 1 ขวด
N
ไนโตรเจน (Nitrogen)
สำหรับการเจริญเติบโตของใบและลำต้น
P
ฟอสฟอรัส (Phosphorus)
ส่งเสริมการพัฒนาราก และการออกดอก
K
โพแทสเซียม (Potassium)
เพิ่มความแข็งแรง และคุณภาพผลผลิต
Ca
แคลเซียม (Calcium)
พัฒนาโครงสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อ
Mg
แมกนีเซียม (Magnesium)
ศูนย์กลางของโมเลกุลคลอโรฟิลล์
S
ซัลเฟอร์ (Sulfur)
พัฒนาโปรตีนและกลิ่นรสของพืช
ผักสวย
กอใหญ่ มั่นใจในคุณภาพ
นี่คือผลลัพธ์จริงจากการใช้ hydro ONE® ในการปลูกผักสลัด
จะเห็นได้ว่าพืชได้รับสารอาหารครบถ้วน 13 ชนิดอย่างสม่ำเสมอ
ทำให้ได้ทรงพุ่มที่แข็งแรง สีเขียวสด และรสชาติที่เป็นธรรมชาติ
นวัตกรรม Dynamic Chelating
ระบบ Chelation ที่พัฒนาเพิ่มเติม
เทคโนโลยี Chelating ระดับนาโน
ช่วยให้ธาตุอาหารถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์พืชได้อย่างสูงสุด
โดยแร่ธาตุสำคัญจะถูกห่อหุ้มด้วยโมเลกุลอินทรีย์พิเศษ
ทำให้สารอาหารสามารถผ่านเยื่อหุ้มเซลล์รากได้ง่ายขึ้น ลดการสูญเสียจากการตกตะกอน
และช่วยให้พืชเติบโตได้อย่างต่อเนื่องแม้ในสภาวะอากาศแปรปรวน
✨ ผลลัพธ์: ระบบรากแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใบเขียวสดใสมีน้ำหนัก
และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วขึ้น 7-10 วัน
hydro ONE® VS ปุ๋ย AB แบบเดิม
ประหยัดอากาศ และพื้นที่
ไม่ต้องเก็บปุ๋ยหลายขวด ลดความยุ่งยากในการจัดเก็บ
สมดุลสารอาหาร
สูตรได้รับการวิจัยและพัฒนาให้เหมาะสมกับการปลูกหลายชนิด
ลดต้นทุนการดำเนิน
ผสมง่ายไม่มีตะกอน ประหยัดเวลาและค่าแรง
ใช้งานง่ายใน 3 ขั้นตอน
1
เตรียมน้ำบริสุทธิ์
ใช้น้าที่มี EC ต่ำ เตรียมสำหรับการผสมปุ๋ย
2
ผสมปุ๋ย hydro ONE®
ผสมตามอัตราส่วนที่แนะนำ ผสมเพียงครั้งเดียว
3
เติมลงระบบปลูก
เติมลงในถังน้ำและเริ่มใช้งานได้ทันที
พิสูจน์จากการทดลองจริง
hydro ONE® ผ่านการทดสอบเปรียบเทียบกับปุ๋ย AB แบบแยกส่วน ให้ผลผลิตเทียบเท่าทุกตัวชี้วัด
13/15
คะแนนเสถียรภาพ สารละลายไม่ตกตะกอน
13 ธาตุ
สารอาหารครบในขวดเดียว
R² =
0.9978
ความแม่นยำในการควบคุม EC
0.00
ppm
โลหะหนักในผัก (As) ต่ำกว่ามาตรฐาน
จากการทดลองปลูกกรีนโอ๊คเปรียบเทียบ พบว่า hydro ONE® ให้ผลผลิตเฉลี่ย 90.32 กรัมต่อต้น
ไม่แตกต่างจากปุ๋ย
AB แบบแยกส่วนที่ได้ 98.08 กรัม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ค่าไนเตรทในผักที่ปลูกด้วย hydro
ONE®
ยังต่ำกว่า แสดงถึงความปลอดภัยที่สูงกว่า
ผ่านการรับรองมาตรฐาน TISTR
ปลอดโลหะหนัก
ผลิตภัณฑ์ hydro ONE® ผ่านการทดสอบหนักเข้ม
จากห้องแล็บที่ได้รับการรับรองจาก TISTR
As - ตรวจไม่พบ
Cd - ตรวจไม่พบ
Pb - ตรวจไม่พบ
Cr - ตรวจไม่พบ
Cu - ปกติ
พร้อมเริ่มปลูกผักสดหรือยัง?
สั่งซื้อ hydro ONE® วันนี้ และเปิดประสบการณ์เลิศใหม่
🌿 Plant Database
คลังข้อมูลพืช 50 ชนิด
ข้อมูลครบถ้วนสำหรับผู้ที่สนใจปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ตั้งแต่ผักสลัด สมุนไพร จนถึงผักพิเศษจากทั่วโลก
50 ชนิดพืช
9 หมวดหมู่
ข้อมูลครบ 8 ด้าน
×
🌱 เทคนิคการปลูกและการดูแล
Q&A & FAQ
คำตอบและวิธีแก้ไขปัญหาการปลูกพืช พร้อมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ hydro ONE®
▼
pH สูงหรือต่ำเกินไป
ค่า pH ที่ไม่ถูกต้องทำให้พืชไม่สามารถดูดซึมธาตุอาหารได้อย่างเต็มที่
แม้ว่าจะมีธาตุอาหารในน้ำ อาการ deficiency จะปรากฏอยู่บนใบ ค่า pH ที่เหมาะสมคือ 5.8-6.2
สำหรับส่วนใหญ่ของพืชไฮโดรปอนิกส์
1
วัดค่า pH ด้วย pH Meter
ใช้ pH meter ที่ได้รับการสอบเทียม ดักน้ำตัวอย่างจากถังหลักของระบบ
บันทึกค่าที่อ่านได้
2
ปรับค่า pH ด้วย pH Down หรือ pH Up
ถ้า pH สูง เติม pH Down ทีละน้อย (ตามปริมาณที่แนะนำบนขวด) ถ้า pH ต่ำ เติม pH
Up หรือ KOH ทีละเล็กน้อย
3
ผสมสารละลายให้ทั่ว
ผสมน้ำในถังให้สารเคมีกระจายตัวเท่าๆ กันทั่วระบบ รอประมาณ 15 นาที
4
วัดค่า pH อีกครั้ง
ตรวจสอบค่า pH ใหม่เพื่อดูว่าเข้าใกล้เป้าหมายหรือไม่ ปรับซ้ำหากจำเป็น
5
บันทึกปริมาณที่ใช้
บันทึกปริมาณ pH Down/Up ที่ต้องใช้ต่อขนาดของระบบ
เพื่อประเมินความต้องการของระบบในครั้งต่อไป
💡
ป้องกันล่วงหน้า: ตรวจวัด pH ทุกวัน
วัดในเวลาเดียวกันของวันเพื่อข้อมูลที่สม่ำเสมอ ใช้ pH meter ที่สอบเทียมเป็นประจำ
▼
ค่า EC ไม่ถูกต้อง
EC (Electrical Conductivity) บ่งบอกถึงความเข้มข้นของธาตุอาหารในน้ำ ค่า EC
ต่ำเกินไปหมายถึงพืชไม่ได้รับปุ๋ยเพียงพอ ค่า EC สูงเกินไปอาจทำให้เกิด osmotic stress ค่า
EC เป้าหมายมักอยู่ที่ 1.2-1.8 mS/cm ขึ้นอยู่กับชนิดพืช
1
วัดค่า EC ปัจจุบัน
ใช้ EC meter วัดค่าในถังหลักของระบบ
บันทึกค่าอ่านที่ได้และเปรียบเทียบกับค่าเป้าหมายของพืชที่ปลูก
2
ถ้า EC สูง: เติมน้ำเปล่า
เติมน้ำกลั่นหรือน้ำปลูกปกติลงในระบบเพื่อลดความเข้มข้นของธาตุอาหาร
ทำเป็นครั้งเล็กๆ คงไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการเติมมากเกินไป
3
ถ้า EC ต่ำ: เติม Nutrient Solution
เติม hydro ONE Nutrient Solution ตามอัตราส่วนแนะนำ (โดยทั่วไป 5 mL/L)
เริ่มจากปริมาณน้อยเพื่อวัดผล
4
ผสมสารละลายให้ทั่ว
เปิดปั๊มให้ไหลเวียนอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้ปุ๋ยกระจายตัวเท่าๆ กันทั่วระบบ
5
วัดค่า EC ใหม่และบันทึก
ตรวจสอบค่า EC ใหม่หลังจากผสมเสร็จ ปรับซ้ำจนได้ค่าเป้าหมาย
บันทึกปริมาณที่เติมสำหรับการวางแผนในอนาคต
💡
ป้องกันล่วงหน้า: ตรวจวัด EC ทุกวัน ใช้ EC meter ที่สอบเทียม
ติดตามการเปลี่ยนแปลง EC ขณะพืชเติบโต เพื่อปรับปุ๋ยในอนาคต
▼
ปุ๋ยตกตะกอน/ตัวตกค้าง
ปุ๋ยบางชนิดมีแนวโน้มที่จะตกตะกอนหรือก่อตัวอยู่ด้านล่างของถัง หรือเกาะติดกับท่อและอุปกรณ์
หากปล่อยไว้นานจะทำให้น้ำสกปรกและท่อบังตัน ผลิตภัณฑ์ hydro ONE AB Complete
ถูกออกแบบมาให้ไม่เกิดปัญหานี้
1
หยุดใช้ปุ๋ยนั้นทันที
หากพบว่าปุ๋ยที่ใช้เกิดการตกตะกอน
ให้หยุดใช้ทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการบังตันมากขึ้น
2
เปลี่ยนน้ำใหม่ทั้งระบบ
ระบายน้ำเก่าทั้งหมดออกจากระบบ และใส่น้ำใหม่ที่สะอาด
ประมาณสามในสี่ของความจุของระบบ
3
ล้างถังและอุปกรณ์
ล้างถังปุ๋ยหลักด้วยน้ำสะอาด ล้างท่อ และอุปกรณ์หากมีตะกอนเกาะติด ทำให้สะอาด
4
สลับเป็น hydro ONE AB Complete
ใช้ hydro ONE AB Complete ซึ่งออกแบบมาให้ไม่มีปัญหาการตกตะกอน
และให้ธาตุอาหารที่สมดุล
💡
ป้องกันล่วงหน้า: เลือกใช้ปุ๋ยที่เชื่อถือได้
ตรวจสอบความใจในหลักสูตรการใช้ของผู้ผลิต หลีกเลี่ยงการผสมปุ๋ยชนิดต่างกันอย่างไม่ถูกวิธี
▼
รากเน่า/สีน้ำตาล/มี slime
รากเน่าเป็นปัญหาที่พบบ่อยในระบบไฮโดรปอนิกส์ เกิดจากแบคทีเรียและเชื้อราที่ชอบความชื้น
โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิน้ำสูงและออกซิเจนต่ำ อาการ: ราก brown/black, มี slime, กลิ่นเหม็น,
พืชเหี่ยว
1
ตรวจสอบอุณหภูมิน้ำ
วัดอุณหภูมิน้ำโดยทันที ค่าเป้าหมายคือ 18-24°C ถ้าสูงกว่า 26°C
ต้องหาวิธีลดอุณหภูมิลง
2
เพิ่มออกซิเจนในน้ำ
เพิ่มหรือเพิ่มประสิทธิภาพของปั๊มลม ใส่หินลมสั่งว่างลงในน้ำเพื่อให้อากาศ
ป้อนให้มากขึ้น ลองเพิ่มปั๊มลมหนึ่งตัวหากมีพื้นที่
3
ตัดรากที่เสียออก
ตัดรากสีน้ำตาล/ดำ หรือรากที่เหม็นออกด้วยมีด/กรรไกร ที่ได้เจียรตัดและสะอาด
อย่าใช้รากเสีย
4
ล้างรากด้วยน้ำสะอาด
ล้างรากของพืชด้วยน้ำบริสุทธิ์เย็นอย่างเบา
เพื่อลบเศษโรคแบคทีเรียบนพื้นผิวรากออก
5
ใช้ยาแก้โรค
ใช้ Trichoderma หรือ Hydrogen Peroxide (H2O2) ความเข้มข้น 0.3% ไปโรครากประมาณ
5 นาที จากนั้นจัดพืชกลับเข้าระบบ
6
เปลี่ยนน้ำทั้งหมด
ระบายน้ำเก่าทั้งหมดออก ล้างถังและท่อทั้งระบบ ใส่น้ำใหม่ + ปุ๋ยใหม่
7
ลดปริมาณปุ๋ย 30%
ลดความเข้มข้นของปุ๋ยลง 30% เพื่อให้พืชฟื้นตัวพร้อมกับลดความเสี่ยงของระบบ
💡
ป้องกันล่วงหน้า: ให้อุณหภูมิน้ำ <24°C เพิ่มออกซิเจนในน้ำจากการไหลเวียน
ล้างระบบทุก 3-4 สัปดาห์ ใช้สารฆ่าเชื้อก่อนการเพาะเมล็ด
▼
กลิ่นเหม็นในน้ำ/Anaerobic
กลิ่นเหม็นในน้ำจากการขาดออกซิเจน (anaerobic condition)
สิ่งมีชีวิตแบคทีเรียหมืดดำจะสร้างแก๊ส H2S ที่มีกลิ่นเหม็นคล้ายไข่เน่า
นี่เป็นสัญญาณเตือนเรื่องกำลังขาดออกซิเจน
1
เปลี่ยนน้ำทันที
ระบายน้ำเก่าทั้งหมดออกจากระบบ ใส่น้ำใหม่ที่สะอาด
2
ล้างถัง ท่อ และตัวกรอง
ล้างส่วนประกอบทั้งหมดของระบบด้วยน้ำและแปรงที่สะอาด
ตรวจสอบว่าไม่มีตะกอนหรือตัวตกค้าง
3
ตรวจสอบระบบออกซิเจน
ตรวจสอบปั๊มลม/เครื่องเติมอากาศว่าทำงานได้ดีหรือไม่ ล้างหินลมที่อาจจะเก่า
4
ลดอุณหภูมิน้ำ
อุณหภูมิสูงทำให้น้ำมีออกซิเจนน้อยลง เพิ่มการระายอากาศ
ตั้งระบบไปในพื้นที่ที่เย็นกว่า
5
เพิ่มอัตราการไหลเวียน
เพิ่มความเร็วการไหลเวียนของน้ำหรือเพิ่มปั๊มเติมอากาศ
เพื่อให้อากาศและน้ำผสมกันทั่ว
💡
ป้องกันล่วงหน้า: บำรุงรักษาปั๊มลมเป็นประจำ
ตรวจสอบแม่เหล็กไหลเวียนทำงาน ให้อุณหภูมิน้ำต่ำ ทำการเปลี่ยนน้ำเป็นประจำ
▼
แสงไม่พอ/ต้นหนี้แสง
แสงไม่พอจะทำให้พืชมีสีเขียวจาง ต้นยาวๆ ใบอ่อน ออกดอกน้อย หรือไม่ออกดอก
การสังเคราะห์แสงจะกระทำไม่ได้มากพอเพื่อสร้างพลังงาน ส่วนใหญ่พืชไฮโดรปอนิกส์ต้องการ
12-16 ชั่วโมงแสงต่อวัน
1
วัดปริมาณแสง
ใช้ lux meter หรือแอป smartphone (Light Meter)
เพื่อวัดระดับแสงในพื้นที่ปลูก บันทึกค่าที่อ่านได้ (เป้าหมายมักจะ
5,000-10,000 lux)
2
เพิ่ม LED Grow Light
ติดตั้ง LED grow light (full spectrum) ที่เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ปลูก
พิจารณาความสว่างและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
3
ตั้งระยะห่างของแสง
สำหรับต้นกล้า (seedling): 60 cm | สำหรับช่วง veg: 45 cm | สำหรับช่วง
flowering: 30-40 cm ปรับให้เหมาะเพื่อหลีกเลี่ยงการเผาไหม้ใบ
4
ตั้งระยะเวลาให้แสง
ตั้งไฟให้อยู่ 16 ชั่วโมง / วัน สำหรับต้นกล้า และ 14-16 ชั่วโมง / วัน
สำหรับผักใบ ให้ 8-10 ชั่วโมง มืด เพื่อให้พืชพัก
5
ใช้ reflective foil
ติดสื่อสะท้อนแสง (mylar/reflective foil) บนผนังรอบพื้นที่ปลูก
เพื่อให้แสงสะท้อนกลับสู่พืช ลดการสูญเสียแสง
💡
ป้องกันล่วงหน้า: วางแผนสถานที่ปลูกให้ได้แสงแดดธรรมชาติมากที่สุด
ติดตั้ง LED grow light ตั้งแต่เริ่มต้น ตรวจสอบการทำงานของแสงเป็นประจำ
▼
อุณหภูมิน้ำสูงเกินไป
อุณหภูมิน้ำสูง (>26°C) จะลดออกซิเจนในน้ำ ทำให้เกิดรากเน่า และจะทำให้เชื้อราขยายตัว
ส่วนใหญ่พืชไฮโดรปอนิกส์ชอบอุณหภูมิ 18-24°C ใน 24 ชั่วโมง
1
วัดอุณหภูมิน้ำและอากาศ
ใช้ thermometer วัดอุณหภูมิน้ำในถังหลัก บันทึกการเปลี่ยนแปลงตลอดวัน
โดยเฉพาะช่วงกลางวันและกลางคืน
2
แช่ขวดน้ำแข็ง
ใส่ขวดน้ำแข็งลงในถังปุ๋ย วิธีนี้ช่วยลดอุณหภูมิได้ 2-3°C
แต่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ เพื่อให้มีผล
3
ใช้ Water Chiller (ถ้าจำเป็น)
ในสถานการณ์ร้ายแรง ใช้ water chiller เพื่อลดและรักษาอุณหภูมิน้ำให้อยู่ที่
18-24°C
4
ย้ายระบบไปที่พื้นที่ร่มเย็น
หากสถานที่ปลูกอยู่ในแดดแรง ย้ายไปยังพื้นที่ที่อากาศเย็นกว่า โรงเก็บของ
หรือในร่ม
5
เพิ่มการระบายอากาศ
ติดตั้งพัดลม และหน้าต่างสำหรับการระบายอากาศ เพื่อให้อากาศเวียนไหลดี
และช่วยลดอุณหภูมิโดยรวม
💡
ป้องกันล่วงหน้า: เลือกสถานที่ปลูกที่เย็นสบาย
หลีกเลี่ยงแสงแดดตรงที่ถังน้ำ ติดตั้งระบายอากาศอย่างเพียงพอ ทำการวัดอุณหภูมิเป็นประจำ
▼
อากาศเปียก / ความชื้นสูง
ความชื้นสูงเกิน 85% สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับเชื้อราและเพลี้ยอ่อน
พืชไม่สามารถคายน้ำได้ดี ส่งผลให้เกิด powdery mildew, leaf spot และโรคอื่นๆ
ความชื้นอุดมคติคือ 60-75%
1
วัดความชื้นอากาศ
ใช้ hygrometer วัดความชื้นสัมพัทธ์ (RH) ในพื้นที่ปลูก
บันทึกค่าการเปลี่ยนแปลงตามเวลา
2
เพิ่มการระบายอากาศ
ติดตั้งพัดลมระบายอากาศ (exhaust fan) เพื่อให้อากาศเวียนไหลดี
ช่วยลดความชื้น
3
ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ/除湿
ใช้เครื่องลบความชื้น (dehumidifier) เพื่อดูดความชื้นออกจากอากาศ ทำให้ RH
อยู่ในระดับ 60-75%
4
จัดเว้นระยะพืช
ปรับระยะห่างระหว่างพืช ไม่ให้ใบชิด เพื่อให้อากาศไหลเวียนผ่านระหว่างพืชได้
5
ลดการรดน้ำใบ
หลีกเลี่ยงการฉีดน้ำใบ หรือทำให้ใบแห้งด้วยการระบายอากาศเร็วขึ้น
💡
ป้องกันล่วงหน้า: ตรวจสอบความชื้นเป็นประจำ
ติดตั้งพัดลมตั้งแต่เริ่มต้น หลีกเลี่ยงการบีบอัดพืช
เปิดหน้าต่างหรือระบายอากาศในช่วงเช้า
▼
เพลี้ยอ่อน / Whiteflies / Spider Mites
แมลงขนาดเล็กที่ดูดน้ำอาหารจากใบ อาการ: ใบเหลือง หมุน ม้วน มี sticky substance
บนใบด้านล่าง หรือใบมีลาย เบ้ต่างๆ แมลงเหล่านี้สามารถวิ่งทำให้เกิดโรคไวรัส
1
แยกต้นที่มีปัญหา
ย้ายพืชที่มีแมลงออกจากระบบหลัก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของแมลง
ตั้งไว้ในพื้นที่แยก
2
ฉีดน้ำแรงๆ ล้างแมลง
ใช้สายฉีดน้ำแรงๆ ยิงใบด้านล่างเพื่อล้างแมลงออกจากพืช ซ้ำ 2-3 ครั้ง
ระหว่างระยะเวลา 2-3 วัน
3
เตรียมสารฉีดพ่นธรรมชาติ
ผสม neem oil 5 mL + น้ำ 1 ลิตร + สบู่เหลว 2 หยด คนให้เข้ากัน
เป็นสารฉีดพ่นธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพ
4
ฉีดพ่นทั่วใบ
ฉีดสารละลายให้สิ้นสุดใบทั้งบนและล่าง ในเวลาเช้าตรู่หรือตอนเย็น
(เมื่ออุณหภูมิไม่สูง)
5
ทำซ้ำทุก 3 วัน 3 ครั้ง
ฉีดพ่นซ้ำทุก 3 วัน ทั้งหมด 3 ครั้ง เพื่อสังหารแมลงในทุกตำแหน่งวงจรชีวิต
6
ติดกับดักสีเหลือง
ติดกับดักสีเหลือง (yellow sticky traps)
บนพื้นที่ปลูกเพื่อดักและติดตามอำนาจการ
💡
ป้องกันล่วงหน้า: ตรวจสอบพืชใหม่ก่อนการเพาะ รักษาความสะอาดของระบบ
ติดกับดักสีเหลืองเพื่อตรวจหารง เลี่ยงการเข้าถ้ำจากพื้นที่ปลูกอื่น
▼
ใบมีสีลาย / Powdery Mildew / Fungal Disease
เชื้อรา (fungus) ชอบสภาพอากาศชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสม อาการ: ใบมี coating ขาวลาย,
มีจุดสีน้ำตาล, ใบหำ หรือเกาะดำ ตัดเชื้อรานี้จะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
1
ตัดใบที่ติดเชื้อ
ตัดใบและกิ่งที่เต็มไปด้วยเชื้อรา ทำให้สะอาด
ใช้กรรไกรที่ได้เจียรตัดและสะอาด
2
เพิ่มการระบายอากาศ
เพิ่มความแรงของพัดลม และเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศเวียนไหลดี ลดความชื้น
3
ใช้ sulfur หรือ fungicide
ฉีดพ่นสารฆ่าเชื้อรา เช่น sulfur powder หรือ fungicide
ตามอัตราส่วนสำหรับพืชไฮโดรปอนิกส์ (ตรวจสอบว่าปลอดภัยก่อน)
4
ลดความชื้น
ใช้เครื่องลบความชื้น เพื่อลดความชื้นสัมพัทธ์ให้อยู่ที่ 60-75%
5
ฉีดพ่นซ้ำทุก 7 วัน
ฉีดพ่นสารฆ่าเชื้อราซ้ำทุก 7 วัน จนกว่าเชื้อราจะหายไปอย่างสิ้นเชิง
💡
ป้องกันล่วงหน้า: ให้ความชื้นอยู่ที่ 60-75% เพิ่มการระบายอากาศ
หลีกเลี่ยงการรดน้ำใบ ทำความสะอาดระบบเป็นประจำ
▼
เมล็ดไม่งอก / Germination ล้มเหลว
เมล็ดไม่งอกอาจเป็นเพราะหลายเหตุผล เช่น เมล็ดเก่า อุณหภูมิไม่เหมาะ ความชื้นไม่พอ
หรือเมล็ดเสียหาย การสังเคราะห์อาหารสำรองในเมล็ด (cotyledon)
ต้องการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมพอดี
1
ตรวจสอบอายุเมล็ด
เมล็ดที่เก่ากว่า 2 ปี มีอัตราการงอกต่ำ ตรวจสอบวันที่ผลิตบนซองเมล็ด
ถ้าเก่าเกินไปให้ซื้อเมล็ดใหม่
2
แช่เมล็ดในน้ำ
แช่เมล็ดในน้ำอุ่น 12 ชั่วโมงก่อนเพาะปลูก โดยไม่ให้จมอยู่ใต้น้ำทั้งหมด
เพื่อให้เมล็ดดูดซึมน้ำ
3
ให้อุณหภูมิอุดมคติ
ความเหมาะสมของอุณหภูมิเมล็ด 22-28°C สำหรับส่วนใหญ่ของพืช ใช้ heat mat
หากห้องหนาวเกินไป
4
ให้ความชื้น 80-90%
ความชื้นต้องสูง ใช้ฝาครอบหรือ plastic dome ปิดไว้เพื่อรักษาความชื้นสูง
ถอดฝาเมื่อเมล็ดงอกแล้ว
5
เปลี่ยนเมล็ดใหม่หากไม่งอก
รอ 7-10 วัน หากเมล็ดยังไม่งอก ให้เปลี่ยนเมล็ดใหม่
ทดลองด้วยเมล็ดจากแหล่งที่เชื่อถือได้
💡
ป้องกันล่วงหน้า: ซื้อเมล็ดจากแหล่งที่เชื่อถือได้
เก็บเมล็ดในที่เย็นและแห้ง ลองเพาะเมล็ดทดสอบก่อนการปลูก ขนาดใหญ่
▼
ต้นกล้ายาวแรง / Leggy Seedlings
ต้นกล้ายาวแรง อ่อนนุ่ม มีใบน้อย เพราะแสงไม่พอ ต้นกล้าพยายามหาแสง จึงโตยาวๆ ลง
แสงไม่พอเป็นสาเหตุหลักของปัญหานี้
1
เพิ่มแสง LED
ติดตั้ง LED grow light ที่ใกล้ต้นกล้า ระยะ 60 cm จากยอดต้นกล้า
2
เพิ่มระยะเวลาแสง
ให้แสง 16 ชั่วโมง / วัน และมืด 8 ชั่วโมง เพื่อให้ต้นกล้าได้แสงเพียงพอ
3
ลดอุณหภูมิเล็กน้อย
อุณหภูมิต่ำเล็กน้อย (20-22°C) ช่วยให้ต้นกล้าแข็งตัวมากขึ้น
4
เพิ่มการไหลของอากาศ
ใช้พัดลมอ่อนๆ เพื่อให้อากาศไหลเวียน ช่วยให้ต้นกล้าแข็งตัว
5
ปลูกต้นกล้าลง
เมื่อปลูกต้นกล้าลงไปในระบบ ปลูกลึกขึ้นมากจากปกติ
(ปลูกก้านให้เกือบถึงใบแรก) เพื่อให้ราคลายแข็ง
💡
ป้องกันล่วงหน้า: ติดตั้ง LED grow light ตั้งแต่เริ่มต้น
เพื่อให้ต้นกล้าเข้มแข็งตั้งแต่เล็ก อย่าวางต้นกล้าห่างจากแสง
▼
ข้อผิดพลาด / System Leak / การรั่วซึม
การรั่วซึมของน้ำจากระบบจะสูญเสียปุ๋ยและน้ำ ทำให้ EC เปลี่ยนแปลง และอาจเกิดปัญหาอื่นๆ
การตรวจสอบและบำรุงรักษาท่อเป็นเรื่องสำคัญ
1
หาจุดรั่ว
ตรวจสอบท่อ connection และท่อทั้งระบบ
ดูว่ามีน้ำหรือความชื้นบ่งบอกจุดรั่วซึม
2
ซ่อมท่อ
ถ้าท่อแตก ใช้ฟิล์มกันน้ำ (waterproof tape) และขาดท่อใหม่
หรือแทนที่ท่อเสียหายด้วยท่อใหม่
3
ตรวจสอบ connector
หลวม connector ให้ขันให้แน่น ถ้าตัว connector ใหม่ เปลี่ยนเป็นตัวใหม่
4
เก็บน้ำรั่ว
วางถังรับน้ำรั่ว เพื่อรวบรวมน้ำ แล้วใส่กลับเข้าระบบเพื่อไม่สูญเสีย
5
ทดลองระบบ
เปิดระบบและตรวจสอบว่าไม่มีการรั่วซึมอีกต่อไป
💡
ป้องกันล่วงหน้า: ตรวจสอบท่อเป็นประจำ บำรุงรักษา connector
เป็นจังหวะ ใช้ท่อสไลส์อย่างดี ใช้ clip ยึด connector เพื่อป้องกันการหลวม
▼
ปั๊มน้ำไม่ทำงาน / No Flow
ปั๊มน้ำที่ไม่ทำงานจะหยุดการสนับสนุนปุ๋ยและออกซิเจน ส่งผลให้พืชได้รับความเสียหาย
อาจเนื่องจากจุกติดหรือปั๊มขัด
1
ตรวจสอบท่อดูดน้ำ
ดูท่อดูดน้ำจากถังมีตะกรัน หรือ debris ติดติม ล้างท่อและตัวกรองให้สะอาด
2
ตรวจสอบตัวกรองเข้า
ตัวกรองเข้าปั๊มอาจตันด้วยตะกรัน ล้างหรือเปลี่ยนตัวกรองใหม่
3
ล้างปั๊ม
ล้างปั๊มด้วยน้ำสะอาด หากปั๊มสกปรก อาจต้องแยกและล้างชิ้นส่วนภายใน
4
ตรวจสอบสาย air lock
อากาศติดในท่อ (air lock) อาจทำให้ปั๊มไม่ทำงาน บีบท่อออกให้อากาศออก
หรือเปิดจุดระบายอากาศ
5
ทดลองปั๊ม
เปิดปั๊มและดูว่าน้ำไหลออกมาหรือไม่ ถ้ายังไม่ไหล อาจต้องเปลี่ยนปั๊มตัวใหม่
💡
ป้องกันล่วงหน้า: ล้างตัวกรองเป็นประจำ ตรวจสอบการไหลของน้ำเป็นประจำ
ตั้งปั๊มสำรองเผื่องาน ทำการ bleed air ก่อนเปิดระบบเป็นครั้งแรก
📦 เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
hydro ONE® คืออะไร? ต่างจากปุ๋ย AB ทั่วไปอย่างไร?
▼
คือปุ๋ยน้ำสูตร
AB Complete Formula
ที่รวมสารละลาย A และ B ไว้ในขวดเดียว โดยใช้เทคโนโลยี
Dynamic Chelation
ป้องกันการตกตะกอน ซึ่งต่างจากปุ๋ย AB แบบเก่าที่ต้องแยก 2 ขวดและผสมทีละส่วน
ปุ๋ย AB แบบเก่า: ต้องซื้อ 2 ขวด → ตวง A → คนรอ → ตวง B → คนรอ
(7 ขั้นตอน)
hydro ONE®: ขวดเดียว → เทครั้งเดียว → คนให้เข้ากัน → เสร็จ! (2
ขั้นตอน)
รวม A กับ B ไว้ในขวดเดียว แล้วไม่ตกตะกอนหรือ? จากงานวิจัย
▼
ไม่ตกตะกอนครับ เพราะ
ใช้เทคโนโลยี
EDTA/DTPA
Chelation ห่อหุ้มไอออนโลหะจุลธาตุ (Fe, Mn, Zn, Cu)
ให้คงละลายอยู่ในสารละลายได้อย่างเสถียร
จากการทดสอบในแปลงผลิตจริง ได้คะแนนเสถียรภาพสารละลาย 13/15
สูงกว่าปุ๋ย AB แยกส่วน (10/15)
ไม่มีการตกตะกอนแม้เก็บไว้นาน เมื่อปิดฝาสนิทและเก็บพ้นแสง
มีธาตุอาหารครบจริงหรือ?
▼
ครบครับ!
มีธาตุอาหาร
13 ธาตุ ที่พืชต้องการ ได้แก่:
ธาตุหลัก (Macro): N, P, K, Ca, Mg, S
จุลธาตุ (Micro): Fe, Mn, Zn, B
ธาตุปริมาณน้อย (Trace): Cu, Mo, Cl
ทั้งหมดอยู่ในรูปที่พืชดูดซึมได้ง่าย โดยจุลธาตุถูกห่อหุ้มด้วย Chelation Technology
มีกี่ขนาด? แต่ละขนาดเหมาะกับใคร?
▼
มี 3 ขนาด:
1 ลิตร — ผสมได้ 100+ ลิตร → เหมาะกับผู้เริ่มต้น ปลูกที่บ้าน
ทดลองระบบ
5 ลิตร — ผสมได้ 500+ ลิตร → เหมาะกับฟาร์มขนาดเล็ก ร้านสลัด
ตลาดนัด
20 ลิตร — ผสมได้ 2,000+ ลิตร → เหมาะกับฟาร์มขนาดใหญ่ อุตสาหกรรม
ส่งห้าง
🧪 การใช้งาน
ใช้อย่างไร? ใส่กี่ mL ต่อน้ำ 1 ลิตร?
▼
ตวง
ตามกลุ่มพืชและช่วงเจริญเติบโต:
ผักสลัด: 8-16 mL ต่อน้ำ 1 ลิตร
สมุนไพร: 6-18 mL ต่อน้ำ 1 ลิตร
ผักทั่วไป: 5-22 mL ต่อน้ำ 1 ลิตร
ขั้นตอน: ตวงปุ๋ย → เทลงในน้ำ → คนให้เข้ากัน → วัด EC/pH (5.5-6.5) →
พร้อมใช้!
ต้องวัด EC และ pH ทุกวันไหม?
▼
แนะนำให้วัดทุกวันครับ โดยเฉพาะ EC
ที่จะบอกว่าพืชดูดธาตุอาหารไปมากน้อยแค่ไหน:
EC ลดลง: พืชดูดธาตุอาหารหมด → เติมปุ๋ยเพิ่ม
EC เพิ่มขึ้น: น้ำระเหยมากกว่าพืชดูด → เติมน้ำเปล่า
pH เป้าหมาย: 5.5-6.5 (ปรับด้วย pH Up/Down)
ใช้กับระบบไฮโดรแบบไหนได้บ้าง?
▼
ใช้ได้กับ
ทุกระบบ ไฮโดรโปนิกส์ ได้แก่:
DWC (Deep Water Culture) — ระบบน้ำนิ่ง
NFT (Nutrient Film Technique) — ระบบน้ำไหลบาง
Kratky — ระบบน้ำนิ่งไม่ใช้ปั๊ม
Drip System — ระบบน้ำหยด
Ebb and Flow — ระบบน้ำขึ้นลง
Aeroponics — ระบบพ่นหมอก
7 วันก่อนเก็บเกี่ยว ให้เปลี่ยนสารละลายเป็นน้ำเปล่า เพื่อ:
ลดสารตกค้างในผัก
ผักมีรสชาติและกลิ่นที่ดีขึ้น
ผักกรอบ สดใส น่ารับประทานมากขึ้น
เป็นเคล็ดลับง่ายๆ ที่ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
🛡️ ความปลอดภัยและคุณภาพ
ผักที่ปลูกด้วย hydro ONE® ปลอดภัยไหม? ผ่านมาตรฐาน
▼
ปลอดภัย 100% ผ่านมาตรฐาน กสธ. จากการทดสอบในแปลงผลิตจริง:
สารหนู (As): 0.02 ppm — ต่ำกว่ามาตรฐาน 100 เท่า (มาตรฐาน ≤ 2.0
ppm)
ตะกั่ว (Pb): 0.6 ppm — ผ่านมาตรฐาน (มาตรฐาน ≤ 1.0 ppm)
นอกจากนี้ ระบบไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช้ดิน จึงลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนโลหะหนักในดินได้อีกทาง
ผลผลิตเทียบเท่าปุ๋ย AB แบบแยกส่วนจริงไหม? จากงานวิจัย
▼
เทียบเท่าจริงครับ จากการทดสอบในแปลงผลิตจริง
ผลลัพธ์ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (ns):
ผลผลิตต่อต้น: hydro ONE® 90.32 g vs AB แยก 98.08 g → ns
น้ำหนักต้น: hydro ONE® 57.67 g vs AB แยก 65.78 g → ns
ทรงพุ่ม: hydro ONE® 13.78 cm vs AB แยก 15.50 cm → ns
จำนวนใบ: hydro ONE® 15.30 vs AB แยก 16.35 → ns
ns = ไม่แตกต่างทางสถิติ (not significant) — แปลว่าผลผลิตเท่ากัน แต่ hydro ONE®
ใช้งานง่ายกว่ามาก
📋 การเก็บรักษาและอื่นๆ
เก็บรักษาอย่างไร? หมดอายุเมื่อไหร่?
▼
เก็บในที่เย็น: หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง อุณหภูมิห้อง 20-25°C
ปิดฝาสนิท: ทุกครั้งหลังใช้งาน ป้องกันการระเหยและปนเปื้อน
อายุการใช้งาน: เปิดแล้วใช้ให้หมดภายใน 1 ปี
ไม่ต้องแช่เย็น: เก็บอุณหภูมิห้องปกติได้
ยังมีคำถามเพิ่มเติม?
ทักมาถามได้เลย เรายินดีให้คำปรึกษา